กำลังรับสมัคร

รับสมัคร พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และบุคคลทั่วไป เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์การปกครอง ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ภาคการศึกษาที่ ๒ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ห้องเรียนวัดโกเมศรัตนาราม ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี รับสมัครผู้จบชั้น ม.6 และ ปวส.,อนุปริญญา เรียนเสาร์-อาทิตย์ หลักสูตร 4 ปี และเทียบโอน 2 ปี ติดต่อที่ผู้ประสานงาน เบอร์โทร. 087-519-3955

Google

Saturday, 14 August 2010

หลวงปู่แนม วัดเขาหน่อ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่แนม วัดเขาหน่อ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์




ชาติกาล

หลวงปู่แนม กตปุญโญ หรือ พระครูนิวาตธรรมโกศล มีนามเดิมว่า แนม นามสกุล ธรรมราช ท่านเกิดวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ณ บ้านท่าเกษม หมู่ ๔ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้อง ๗ คน โยมบิดาท่านชื่อ นายน้อย โยมมารดาชื่อ นางฝอย ธรรมราช



ชีวิตในเยาว์วัย

เมื่ออายุ 9 ขวบ ได้ตามแม่ใหญ่ ชื่อแม่ขาวพวง ธรรมราช ซึ่งเป็นแม่ชีมาจากสุโขทัยจนได้มาพบกับ พระธุดงค์คือ หลวงพ่ออ๊อด ที่วัดท่าจันทร์ ต. บ้านแดน อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์ และได้เรียนหนังสือจนจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดบ้านแดน



บรรพชา-อุปสมบท

หลังจากนั้นหลวงพ่ออ๊อด ได้ฝาก เด็กชาย แนม ไว้กับ หลวงพ่อแท่น ยโสธโร ซึ่งต่อมา หลวงพ่อแท่น ท่านก็ได้นำ เด็กชาย แนม ไปบวชเณรกับ ท่านเจ้าคุณวิเชียรโมลี เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชร ณ วัดพระบรมธาตุ อำเภอเมืองฯ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ จนกระทั่งเมื่อ อายุเข้า ๒๐ ปี หลวงพ่อแท่น จึงได้พาสามเณร แนม เข้าไปอุปสมบท กับ พระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง ) เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ วัดสังขวิจิตร ตำบล ตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัด นครสวรรค์ โดยมี พระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รัยฉายา กตปุญโญ



การศึกษา

พระอาจารย์ ที่หลวงปู่แนม ได้ศึกษาธรรมะและ พุทธาคม ที่ได้บันทึกไว้มีดังนี้ ๑. พระวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง ) วัดคหบดีสงฆ์ จังหวัดกำแพงเพชร ๒. หลวงพ่อแท่น ยโสธโร ๓. หลวงปู่เภา วัดถ้ำตะโก ลพบุรี ๔. หลวงพ่อฉาย วัดป่าธรรมโสภณ ๕. หลวงพ่อกึ่ง วัดโพธิ์ชัย ๖. หลวงพ่อสุด วัดปฐมพานิช ๗. หลวงพ่อสำลี วัดเขาวัง ราชบุรี ๘. หลวงพ่ออุ่ม วัดเขาวัง จังหวัดราชบุรี ๙. หลวงพ่อธูป วัดเขาปถะหวี ๑๐. หลวงพ่อวัน วัดเขาวง บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ๑๑. หลวงปู่นาค วัดท่าเกษม สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ๑๒. หลวงพ่อแกร วัดส้มเสี้ยว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์



ละสังขาร

ปกติหลวงปู่แนม ท่านเป็นผู้มีคุณธรรม มีพรหมวิหารธรรม เป็นพระนักปฏิบัติ ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาต่อบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลายที่มากราบท่าน นมัสการท่าน จนเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ หลวงพ่อแนม ท่านมีอาการป่วยกำเริบ ลูกศิษย์ได้นำหลวงพ่อแนม ส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพ นครสวรรค์ และท่านก็ได้มรณภาพละสังขาร ในเวลา ๑๕.๐๐ น. ด้วยอาการอันสงบ เป็นที่เศร้าโศกเสียใจต่อประชาชน ลูกศิษย์ทั้งหลาย ตลอดจนผู่ใฝ่ทางธรรม ทุกๆท่าน และวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ทางคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ได้จัดงาน พระราชทานเพลิงศพ พระครูนิวาตธรรมโกศล อดีตเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์ ตำบลบ้านแดน และเจ้าอาวาส วัดเขาหน่อ นครสวรรค์ ขึ้น ณ วัดเขาห้วยลุง ตำบล บ้านแดน อำเภอ บรรพตพิสัย จังหวัด นครสวรรค์ ท่ามกลางความโศกเศร้า ของผู้ที่มาร่วมในวันงาน



ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่แนม วัดเขาหน่อ

หลวงปู่พันธ์ วัดเขาล้อ ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่พันธ์ วัดเขาล้อ ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์




ชาติภูมิ

หลวงปู่พันธ์ สุมโน หรือ พระครูนิพัทธ์ธรรมาภรณ์ ท่านเกิดที่บ้านปาแนะ-บ้านห่อง หมู่ที่ ๙ ตำบลตาโกน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๗ บิดาชื่อนายดี บุญยอด มารดา นางกลม บุญยอด นามเดิม พันธ์ บุญยอด .



การศึกษา

สมัยนั้นในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียนโยมบิดาจึงไปฝากเป็นศิษย์ของ พระอธิการ บุญมา วัดสามขา ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ท่านเรียนอักษรไทย อักษรขอม ศึกษาปริยัติธรรม ทำวัตรสวดมนต์มาตลอดการบรรพชา



บรรพชา-อุปสมบท

ในปี พ.ศ.๒๔๘๓ อายุได้ ๑๖ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเป็นเวลา ๔ ปี เมื่ออายุครบบวชในปี พ.ศ.๒๔๘๗ ได้อุปสมบทต่อจากการเป็นสามเณร ที่วัดบ้านตาโกน โดยมีพระอธิการบุญมาเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า สุมโน จำพรรษาที่วัดสามขาช่วงเวลาหนึ่ง แล้วย้ายไปจำพรรษาที่วัดม่วงสามสิบ อุบลราชธานีเป็นเวลา ๕ ปี ท่านเป็นพระผู้ใฝ่หาความรู้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน อักขระขอมโบราณ ตำรายาโบราณ เวทย์มนต์คาถากำกับยา



ย้ายมาอยู่ที่นครสวรรค์

จนถึงพรรษาที่ ๑๑ หลังออกพรรษาแล้วท่านได้เดินทางมาเยี่ยมญาติที่บ้านหนองสะเอ้ง ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก นครสวรรค์ ท่านได้พักอยู่กับญาติ ขณะนั้นเจ้าอาวาสวัดเขาล้อว่างลง บรรดาญาติโยมทราบข่าวจึงไปนิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัดเขาล้อ นับตั้งแต่พรรษาที่ ๑๒ ตรงกับ พ.ศ.๒๕๐๓ ขณะนั้นท่านอายุ ๓๒ ปี และเป็นอุปัชฌาย์ในปี ๒๕๑๐



ศาสนูปการ

หลวงปู่พันธ์เป็นพระปฏิบัติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แต่ใจดีมีเมตตา เป็นที่เคารพกราบไหว้ของคนท่าตะโก ไพศาลี นครสวรรค์ และท่านเป็นพระนักพัฒนา ให้ความสำคัญของการศึกษา สร้างโรงเรียนอุปถัมถ์หลายโรงเรียนทั้งในนครสวรรค์ เพชรบูรณ์และศรีสะเกษ ท่านได้สร้างและบูรณะวัดหลายแห่ง



วิชาคาถาอาคม

สำหรับวิชาอาคมนั้น นอกจากได้ศึกษาถ่ายทอดจากหลวงพ่อบุญมาอุปัชฌาย์ท่านแล้ว ได้มาศึกษาเวทย์มนต์คาถากับพระสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ คือหลวงพ่อพรหมวัดช่องแค หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพ หลวงพ่อโอดวัดจันเสนเป็นต้น สำหรับหลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาคตาคลีนั้น ท่านไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สีครั้งละเป็นเดือนก็มี นอกจากนี้ท่านยังเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ เป็นต้น

ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่พันธ์ วัดเขาล้อ

Friday, 13 August 2010

หลวงปู่ชม ญาณโสภโณ วัดเนินหญ้าคา ตำบลหาดสูง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่ชม ญาณโสภโณ วัดเนินหญ้าคา ตำบลหาดสูง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์




หลวงปู่ชม ญาณโสภโณ หรือ พระครูนิมมานธรรมกิจ เจ้าอาวาสวัดเนินหญ้าคา ต.หาดสูง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งเมืองนครสวรรค์ ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนชาวเมืองสี่แควมาอย่างยาวนาน


หลวงปู่ชมได้รับสืบทอดปฏิปทาและวิทยาคมจากหลวงพ่อโฉม วัดยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์


สถานะเดิม

หลวงปู่ชม มีนามเดิมว่า ชม ทีฒาสุข เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2429 ณ บ้านห้างนา หมู่ที่ 1 ต.หนองแก อ.เมือง จ.อุทัยธานี โยมบิดา-มารคดาชื่อ นายจ้อยและนางเทียม ทีฒาสุข มีพี่น้องร่วม บิดา มารดา รวม 8 คน ท่านเป็นคนที่ 3 ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม


ชีวิตวัยเยาว์

-อายุได้ ๙ ขวบ บิดาได้ส่งไปไว้กับพระพี่ชายที่วัดหลวง อ.เมือง จ.อุทัยธานี อยู่ได้ ๒ ปี พออ่านออกเขียนได้ พระพี่ชายก็เป็นโรคอหิวา มรณภาพลง ก็ได้กลับมาอยู่กับบิดามารดา

-อายุได้ ๑๒ ปี ได้เข้าเล่าเรียนที่ โรงเรียนวัดหนองแก อ.เมือง จ.อุทัยธานี สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ 2 ก็ได้ออกจากโรงเรียนมาช่วย บิดามารดาทำมาหากิน

-อายุได้ ๑๖ ปีน้าเขยได้นำท่านไปอยู่กับ อาจารย์คิด วัดมณีสถิต ( วัดทุ่งแก้ว ) ได้ 1 ปี ก็ต้องกลับมาช่วย บิดามารดา ทำมาหากินอีกครั้ง


อุปสมบท

จนอายุได้ ๒๐ ปี ถึงกำหนดที่จะอุปสมบท น้าชายได้นำมาตัวท่านไปฝากกับหลวงพ่อสิน ( พระครูอุทัยธรรมวินิต ) วัดหนองเต่า จนถึงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เวลา ๑๔.๓๕ หรือ ตรงกับ วันที่ ๖ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย ก็ได้อุปสมบท โดยมี พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าคุณสุนทรมุนี ( หลวงพ่อใจ ) วัดมณีสถิต ( วัดทุ่งแก้ว ) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อฟูกวัดใหม่ เป็น พระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อสิน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ วัดท่าโพ อำเภอ หนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี....


การศึกษาเล่าเรียน

-หลวงปู่ชมท่านอยู่จำพรรษาที่วัดท่าโพ ก่อนย้ายมาจำพรรษาที่วัดพันสี และวัดสังกัสรัตนคีรี ท่านท่องจำหนังสือสวดมนต์เจ็ดตำนานได้แล้ว จึงท่องหนังสือสวดมนต์สิบสองตำนานอยู่ ๒ พรรษาจึงท่องจำบทสวดมนต์จบทั้งหมด

-พรรษาที่ ๓ ท่านเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์และนักธรรม กับหลวงพ่อฟูก กับศึกษาเทศน์มหาชาติทำนอง ท่องจำพระปาติโมกข์จนจบ ก่ จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่วัดยางขาว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีพระอาจารย์โฉม เป็นเจ้าอาวาส และได้ศึกษาวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์ อยู่จำพรรษาที่วัดยางขาว รวม ๖ พรรษา


การปกครอง

-พ.ศ.๒๔๖๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเนินหญ้าคา เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดเนินหญ้าคา และเป็นกรรมการสอบธรรมสนามหลวง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์

-พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหาดสูง

-พ.ศ.๒๔๙๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

-พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานพัฒนาท้องถิ่นตำบลหาดสูง และตำบลเนินกว้าว


สมณศักดิ์

- พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนามพระครูนิมมานธรรมกิจ


-พ.ศ.2513 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม


ศาสนูปการและการศึกษา

หลวงปู่ชมเป็นผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนา เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียนทั้งปฏิบัติและบริหาร ด้วยหลวงพ่อชมให้ความสำคัญกับการศึกษาพระสงฆ์มาก เนื่องจากท่านเห็นว่าผู้มาบวชเรียนส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่สามารถเรียนในระบบปกติได้ ท่านจึงรับหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และเป็นเจ้าสำนักเรียน


นอกจากนี้ ท่านยังปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในวัด โดยร่วมกับญาติโยมปลูกไม้ยืนต้น ให้วัดแห่งนี้มีแต่ความสงบร่มรื่นเหมาะกับการปฏิบัติธรรมยิ่งนัก อีกทั้งยังปลูกป่าสมุนไพรไว้ใช้ในครัวเรือน รวมทั้งที่สาธารณประโยชน์ที่รกร้างว่างเปล่าของหมู่บ้าน


งานด้านวัตถุมงคล

หลวงปู่ชมยังได้สร้างวัตถุมงคลไว้แจกคณะศิษย์ทั่วไปที่มากราบไหว้ สำหรับรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง คือ รุ่นเท้ากวาด และรุ่นฉลองอุโบสถ ปี ๒๕๐๗ ซึ่งรุ่นเท้ากวาดนั้น เป็นรุ่นที่วัดทำเป็นรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองแดง แต่หล่อมาแล้วช่างทำไม่สวย ไม่เหมือนหลวงพ่อชม พอคณะกรรมการวัดนำมาให้หลวงพ่อชมปลุกเสก ครั้นพอหลวงพ่อชมประกอบพิธีปลุกเสกแล้วเสร็จ ท่านใช้เท้ากวาด แล้วพูดว่า "มันไม่เหมือนรูปข้าเลย" หลังจากนั้นมาปรากฏว่าคนที่นำเอาไปบูชากลับมีประสบการณ์ทำให้ดังและเสาะหาเช่าบูชากันมากมาย


บั้นปลายชีวิตและละสังขาร

ช่วงบั้นปลายชีวิตแม้ท่านจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการของความเจ็บไข้แต่อย่างใด แต่เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๖ เวลา ๐๕.๐๐ น. หลวงปู่ชมนั่งทำวัตรตอนเช้ามืดหน้าโต๊ะหมู่บูชา เกิดเป็นลมหมดสติ และมรณภาพละสังขารลงอย่างสงบทันที โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยมาก่อน สิริอายุได้ ๘๘ ปี พรรษา ๖๗


วัตถุมงคลของหลวงปู่ชม วัดเนินหญ้าคา

หลวงปู่กัน วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่กัน วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์





หลวงปู่กัน หรือ พระครูนิสิตคุณากร เป็นพระเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงเลื่องชื่อฤาชา วัตถุมงคลของท่านที่ได้รับความนิยมมาก คือ มีดหมอ เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ตระกรุดเอว 108 ดอก(มีชื่อเสียงมาก) แหวนลงยา สิงห์งาแกะ นางกวักงาแกะ



ประวัติย่อของหลวงปู่กัน ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ ๒๔๓๔ อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ ๒๔๕๔ โดยมี หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่กัน ท่านเป็นศิษย์เอก ยุคแรกๆของ หลวงปู่เดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี ซึ่งได้รับการถ่ายทอดพุทธาคม ตลอดจนสรรพศาสตร์ต่างๆมาจนอย่างเข้มขลัง

หลวงปู่พ่อกัน มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ ๒๕๑๓ เมื่อมีอายุ ๗๙ ปี ท่านได้รับการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อเดือน มีนาคม ๒๕๑๕

ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่กัน วัดเขาแก้ว


หลวงปู่เดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่เดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์



หลวงปู่เดิม พุทฺธสโร หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ คือพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอีกรูปหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ และท่านก็ได้ละสังขารไปนานแล้ว




ต้นตระกูลของหลวงปู่เดิม เป็นชาวนา อยู่ในหมู่บ้านหนองโพ ต้นรากเดิม โยมบิดาของท่านได้ถือกำเนิดที่บ้านเนินมะกอก (อยู่เลยหมู่บ้านหนองโพไปประมาณสองสถานี) ต่อมาได้แต่งงานอยู่กินกับโยมมารดาของหลวงพ่อเดิม ซึ่งเป็นชาวบ้านหนองโพและย้ายมาประกอบการอาชีพอยู่ที่บ้านโพ โยมบิดาของท่าน ชื่อ เนียม ส่วนโยมมารดาชื่อ ภู่ ในระยะที่โยมบิดามารดาของท่านประกอบอาชีพอยู่นั้นตรงกับสมัยหลวงตาชมเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองโพ นามสกุลของหลวงพ่อคือ ภู่มณี


หลวงปู่เดิมถือกำเนิดในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ วันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก จ.ศ. ๑๒๒๒ ตรงกับวันที่๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๐๓ เมื่อท่านถือกำเนิดมาเป็นลูกผู้ชายของตระกูล ย่อมเป็นที่ยินดีปรีดาของโยมบิดามารดา เป็นที่ยิ่ง จึงขนานนามท่านว่า “เดิม”


หลวงปู่มีพี่น้องร่วมท้องดังลำดับได้คือ


๑. นางทองคำ คงหาญ

๒. นางพู ทองหนุน

๓. นายดวน ภู่มณี

๔. นางพันธ์ จันทร์เจริญ

๕. นางเปรื่อง หมื่นนราเดชจั่น



หลวงปู่เดิมเกิดในตระกูลชาวนาน เมื่อเยาว์วัยท่านก็ได้รับการนำเข้าไปหาพระหาวัด โดยการศึกษาของชาวนาหนองโพในตอนนั้นมีศูนย์กลางคือวัดหนองโพ เมื่อพ่อแม่ต้องการให้ลูกของตัวมีความรู้ก็นำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปถวายเจ้าอาวาส น้อมถวายบุตรแห่งตนเข้าเรียนในสำนักโดยกล่าวคำปวารณาว่า “ขอฝากลูกของกระผม หรือดิฉัน ไว้ในปกครองดูแล จะดุด่าว่าตี สั่งสอนอย่างไร ก็แล้วแต่ขรัวเจ้าจะเห็นสมควร” ระยะที่จะนำบุตรมาฝากวัดก็อยู่ในฤดูแล้ง คือระหว่าง เดือน ๙ เดือน ๑๐ และเดือน ๑๑ เพราะว่าระยะนั้นว่างจากงานไร่นา เด็กจะได้ไม่เอาเวลาว่างไปเที่ยวเกะกะเกเรเข้าพวกพ้อง


เมื่อท่านอายุครบบวชแล้ว โยมบิดามารดาได้สอบถามความสมัครใจของท่านในการจะอุปสมบทท่านไม่ขัดข้อง โยมบิดามารดาจึงจัดเตรียมอัฐบริขารการอุปสมบท นำไปอุปสมบทหลวงพ่อเข้าเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง โทศก ตรงกับวันที่ ๓๑ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ โดยมี


-หลวงพ่อแก้ว วัดอินทราราม (วัดใน) เป็นอุปัชฌาย์

-หลวงพ่อเงิน(พระครูพยุหานุศาสก์)วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอยุพหะคีรี (ครูสวด)

-หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี (คู่สวด) ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาก็คือ “พุทธสโร”



เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่เดิมได้เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดหนองโพ เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามทางที่พระนวกะ จะพึ่งได้รับจากพระอุปัชฌาย์และคู่สวดของท่าน นอกจากนั้นท่านก็ได้ศึกษาวิชาต่างๆจากอาจารย์หลายท่าน เช่น



- หลวงพ่อแก้ว วัดอินทราราม (วัดใน) เป็นพระเถระที่มีความคงขลังเป็นที่เคารพนับถือ ของชาวจังหวัดนครสวรรค์ เชี่ยวชาญพระเวทย์วิทยาการ การวิปัสสนากรรมฐาน อิทธิปฏิหารย์มากมาย หลวงพ่อเดิมไปศึกษากับทางหลายอย่าง (โดยเฉพาะ นะ ปัดตลอด)



- หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง เป็นเจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรี เป็นผู้มีความยิ่งยงในพุทธาคมเป็นอันมากเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อเฒ่า ( รอด) วัดหนองโพ เชี่ยวชาญทางด้านอาคม ทางวิปัสสนา มีวิชาที่ยอดเยี่ยมเป็นเอกคือ น้ำมนต์จินดามณีสารพัดนึก ใครได้รดน้ำมนต์จากท่านแล้วจะมีโชคชัย เคราะห์ร้ายหายดี ปราถนาทุกประการได้ดั้งประสงค์ เมื่อคราวล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เสด็จประภาสหัวเมืองเหนือ ได้แวะที่วัดพระปรางค์เหลือง และโปรดให้รดน้ำมนต์ถวาย ดังมีพระราชหัตถ์จดหมายเหตุประภาสต้น เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๔๙



-หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระเถระที่เป็นอมตะ อาคมขลัง วาจาสิทธิ์ เป็นที่ยำเกรงดีทางวิปัสสนา และน้ำมนต์ ตลอดจนมหาอุตม์ ไม่เคยออกของมงคลเป็นรูปท่านนอกจากพระเครื่องบ้างเป็นครั้ง ว่ากันว่าเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว รูปหล่อก็ถ่ายรูปไม่ติด และมีการแห่รูปของท่านไปดูงิ้วในงานประจำปีนครสวรรค์เป็นประจำ มีเกร็ดว่า ทางกรรมการวัดทำเหรียญของท่านไปให้หลวงพ่อเดิมปลุกเศกเพื่อให้เกิดความขลัง เอาใส่ห่อผ้าขาววางไว้บนพานนำไปถวายท่านหลวงพ่อเดิมรับมาแล้วไม่ได้แก้ห่อออกยกขึ้นเหนือศรีษะของท่าน แล้วส่งคืนกำชับว่า ” ของดีแล้วไม่ต้องปลุกเสก ดีอยู่ที่ตัว” ทั้งที่กรรมการวัดก็ได้บอกท่านเลยว่าเป็นของหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล กรรมการวัดไม่เชื่อเอากลับไปลองยิงปรากฏว่าปืนด้านหมด



ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่มีอายุได้ ๙๒ ปี พอดี วันหนึ่งหลวงปู่ได้เรียกกรรมการวัดตลอดจนถึงญาติโยมที่ใกล้ชิด ของท่านมาประชุมพร้อมกัน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้วหลวงปู่ได้กล่าวขึ้นในที่ประชุมปรารภถึงมรณสัญญาณท่าน ซึ่งทำให้ทุกคนตะลึง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าหลวงปู่จะมรณภาพเร็วถึงปานฉะนี้ หลวงปู่มีคำขอร้องต่อผู้ที่มาร่วมประชุมว่า


๑. ขอมอบภารกิจในการบริหารกิจการของวัดหนองโพ ตามที่หลวงปู่ได้กระทำมา (เป็นการปลงบริขาร) ให้กับหลวงปู่(ต่อมาได้เป็นท่านพระครูนิพันธ์ธรรมคุต) เจ้าอาวาสวัดหนองโพรูปต่อมา ให้ดูแลรักษาแทนท่านให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ขอให้ชาวบ้านช่วยกันอุปถัมภ์หลวงพ่อน้อยช่วยกิจการวัดตามเคยที่ช่วยท่านมา เพื่อให้เกิดความประสานสามัคคีระหว่างวัดและชาวบ้าน



๒. หลวงปู่จะมรณภาพในไม่ช้านี้แล้ว อย่าเสียใจในมรณกรรมของท่าน เพราะเป็นกฎแห่งกรรม ขอให้ช่วยกันต่อโลงศพให้หลวงปู่เพื่อจะได้ไม่เป็นธุระรบกวน หรือยุ่งยากจัดหาเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว คนข้างหลังจะได้ไม่เดือดร้อน เพราะการเตรียมล่วงหน้าเป็นการไม่ประมาทในการทั้งปวง ดังพระดำรัสแห่งพระบรมศาสดา



๓. ให้ช่วยกันสร้างเมรุเพื่อพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อ ตามกำลังศรัทธาของญาติโยม เวลาท่านมรณภาพแล้วจะได้สะดวก ไม่ต้องมาทำทีหลังให้เป็นการเร่งรีบและเหน็ดเหนื่อย โดยใช้เหตุสำหรับข้อสามนี้กรรมการวัดคิดว่า หลวงปู่คงจะไม่มรณภาพในเวลาอันใกล้ จึงมิได้สั่งจัดทำเสียพร้อมกับโลงศพ จนหลวงปู่แสดงอาการว่าจะมรณภาพแน่แล้วจึงสิ่งทำเมรุนั้นจึงเสร็จ หลังจากหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว



จากเดือนมกราคมเรื่อยมาจนถึงเดือนเมษายน งานสงกรานต์สรงน้ำหลวงปู่ผ่านไปแล้ว หลวงปู่ก็ยังแข็งแรง และยังคงไปเป็นประธานสร้างพระอุโบสถวัดอินทรารามดังกล่าวแล้ว ท่านเคยพูดแย้มๆ ว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายในชีวิตของหลวงปู่ เพื่อสนองคุณพระอุปัชฌาย์ ล่วงมาถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๔ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ หลวงปู่กลับมาจากการเป็นประธานในการก่อสร้างพระอุโบสถวัดอินทรารามถึงวัดหนองโพ ท่านก็มีอาการโรคลมปัจจุบันเข้าแทรกทำให้หลวงปู่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ และมีอาการโรคชราเข้าแทรกด้วย ลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมได้จัดหาหมอทั้งแผนโบราณมารักษาอาการของท่าน ผู้คนอื่นทราบข่าวหลวงปู่เดิมอาพาธหนักก็พากันมาเยี่ยมท่านมีอาการทรงกับทรุดอยู่ตลอดเวลาไม่ดีขึ้น

จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ตรงกับวันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือน ๖๖ อาการของหลวงปู่ทรุดหนักลงตั้งแต่ตอนเช้า ญาติโยมเข้าพยาบาลอยู่ใกล้ชิด มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นคือ วันนั้นช้างของหลวงปู่ที่ทำงานอยู่ในป่าได้ดิ้นรนไม่ยอมทำงาน ทั้งๆ ที่ควาญช้างก็บังคับอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้มัยทำงาน แต่มันกลับหันหลังมุ่งหน้าเดินจะมาวัดหนองโพ ควาญช้างซึ่งทราบอาการของหลวงปู่ดีก็ปรึกษากันแล้วเลิกงาน ช้างก็พากันเดินดุ่มมาวัดหนองโพอย่างรีบร้อน มาถึงวัดก็ตอนที่หลวงปู่อาพาธหนักหมดทางเยียวยารักษาแล้ว มันหงอยเหงาอย่างเห็นได้ชัดไม่ยอมกินหญ้ากินอะไรทั้งนั้น คงวงเวียนอยู่ใกล้ๆ กับกุฏิที่หลวงปู่นอนป่วยอยู่ไม่ได้ส่งเสียงร้องให้ได้ยินถึงหลวงปู่ เหมือนมันจะรู้วาระมรณภาพของหลวงปู่ว่า หลวงปู่ชุบเลี้ยงมันมาดุจบิดานั้นกำลังจะจากมันไปแล้ว อย่างไม่มีวันกลับมาอีกในเวลาอันใกล้นี้.


ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่เดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์


หลวงปู่จ้อย จนฺทสุวณฺโณ วัดวังเดื่อ(วัดศรีอุทุมพร) ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่จ้อย จนฺทสุวณฺโณ วัดวังเดื่อ(วัดศรีอุทุมพร) ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์



หลวงปู่จ้อย มีนามเดิมว่า จ้อย (ภาษาลาวกะลา จ่อย แปลว่า ผอม) ฉายา : จนฺทสุวณฺโณ นามสกุล : ปานสีเทา วัด : ศรีอุทุมพร หมู่ที่ ๙ ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์ ชาติภูมิ : ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ชาติกาล : วันอังคารที่ ๘ เมษายน ๒๔๕๖ (ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู) เห็นบุตรคนที่สอง ของนายแหยม นางบุญ ปานสีทา มีพี่น้องด้วยกัน ๖ คน เป็นชาย ๓ คน หญิง ๓ คน คือ ๑.นางทองดี (ถึงแก่กรรมแล้ว) ๒.พระครูจ้อย หรือ หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ๓.พระภิกษุสิงห์ (มรณภาพแล้ว) ๔.นางแต๋ว (ถึงแก่กรรมแล้ว) ๕.นางหนู เหล่าเขตกิจ (ถึงแก่กรรมแล้ว) ๖.พระภิกษุสุเทพ (มรณภาพแล้ว)




หลวงปู่จ้อย อุปสมบท : เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๗๖ ที่วัดดอนหวาย ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยมีพระปลัดตุ้ยเป้นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญธรรมเป็น พระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์บุญตา เป็นพระอนุสาวนาจารย์



หลวงปู่จ้อยมีวิทยฐานะและความรู้ความสามารถดังนี้ :

-พ.ศ. ๒๔๗o จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดดอนหวาย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี

-พ.ศ. ๒๔๘o สอบนักธรรมชั้นตรีได้

- พ.ศ. ๒๔๘๑ สอบนักธรรมชั้นโทได้

- การศึกษาพิเศษ หลักสูตรพระอภิธรรม และ วิปัสสนากรรมฐาน จากวัดระฆังโฆสิตาราม และ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร

- มีความรู้ความชำนาญในการเผยแพรีธรรมแก่พุธบริษัท และพระสงฆ์ที่ไปอยู่ปริวาสเป็นอย่างดี

- มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างทุกชนิด

เมื่อหลวงปู่จ้อยฯ อุปสมบทแล้วได้อยู่จำพรรษาเพื่อศึกษา พระปริยัติธรรมที่วัดดอนม่วง ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ จำพรรษาอยู่ ๕ พรรษา แล้วไปศึกษาพระอภิธรรม และวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กับพระอาจารย์เจชินซึ่งมาจากประเทศพม่า และยังไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน กับท่านเจ้าคุณภาวนาภิราม (สุกปวโร) และหลวงปู่นาค ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยมีหลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู ก็ไปศึกษาที่นั่นด้วย ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามรวมหลายปี จึงได้กลับมาจำพรรษาและพัฒนาวัดศรีอุทุมพร



หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่จ้อยนิยมการออกธุดงค์รุกมูล (อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร) ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก ทดสอบความทดทน เพื่อเผาผลาญกิเลสตัณหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง และเพื่อศึกษาสัจธรรมอันเป็นหนทาง แห่งความหลุดพ้น ตลอดจน วิชาอาคมจากครูบาอาจารย์ ต่างๆ ที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงโด่งดัง หลวงปู่จ้อยฯ ได้ขึ้นไปตั่งต้นเดินธุดงค์ที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดนครปฐม และศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบกับหลวงพ่อฉาบวัดคลองจัน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครปฐม ได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ต่างๆ แก่กัน หลวงปู่จ้อยยังได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาอาคม กับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ ชื่อดังในสมัยนั้น จากนั้นได้ศึกษาอักขระขอมลาวจนมีความรู้แตกฉานเป็นอย่างดี



หลวงปู่จ้อย ละสังขารแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ วัดศรีอุทุมพร ภายหลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรรค์ โรงพยาบาลเปาโลวชิรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สะพานควาย กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ



ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่จ้อย


หลวงปู่พิมพา ธมฺมวโร วัดหนองตางู อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

หลวงปู่พิมพา เดิมชื่อ พิมพา นามสกุล สาริกิจ เป็นบุตร นายสิงห์ นางแถม สาริกิจ เกิดวันพฤหัสบดี ที่ ๒๒ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ตรงกับ ขึ้น ๙ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา มีพี่น้องท้องเดียวกันทั้งหมด ๑๐ คน หลวงปู่เป็นคนที่ ๗ ถือกำเนิดที่ บ้านท่ามะกูด ตำบลวังเมือง อำเภอทับทัน จังหวัดอุทัยธานี ต่อมาได้ย้ายตามบิดามารดามาอยู่ที่บ้านวังกระชอน ตำบลหูกวาง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ อายุ ๗ ขวบได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนบ้านวังกระชอน ตำบลหูกวาง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นครอบครัวยากจนมากมีอาชีพทำไร่ ทำนา ต้องช่วยเหลือตนเอง จนจบชั้น ประถมศึกษาปี่ที่ ๔ ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำไร่ ทำนา



หลวงปู่พิมพา ท่านอุปสมบทเป็นภิกษุ อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบททดแทนบุญคุณบิดามารดา ณ วัดเขาดินใต้ อำเภอบรรพตพิสัย(ในขณะนั้นเป็นอำเภอบรรพตพิสัย ปัจจุบันเป็นอำเภอเก้าเลี้ยว) จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เวลา ๐๗.๐๐ น. โดยมีพระครูพิสิษฐสมถคุณ หรือหลวงพ่อเฮง เป็นอุปัชฌาย์ หลวงปู่ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าเมื่อได้บวชแล้ว ถ้าศีรษะไม่ล้านถึงท้ายทอยจะไม่ยอมลาสิขาบทพรรษาแรกท่านได้จำพรรษาที่วัดวังกระชอน และเกิดป่วยหนักเอาชีวิตแทบไม่รอด จนพ่อแม่ญาติพี่น้องขอร้องให้สิขาบท ออกมารักษาตัวแต่ท่านไม่ยอม ท่านว่าถ้าตายก็ยอมตายในผ้าเหลือง



หลวงปู่พิมพา เป็นคนสนใจการเรียนตั้งแต่เด็ก อายุประมาณ ๑๗ ปีได้เรียนวิชาอาคมต่างๆจากอาจารย์ที่เป็นฆราวาส คืออาจารย์สา และอาจารย์โสภา คนเฒ่าคนแก่บ้านวังกระชอน และยังเรียนเรื่องสมุนไพรใบยาแผนโบราณรักษาผู้ป่วยด้วย และท่านยังได้เรียนวิชาอาคมกับเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกหลายท่าน ดังนี้


-หลวงพ่อเฮง วัดเขาดินใต้ ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ด้วย (หลวงพ่อเฮงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องคาถาอาคม และเป็นต้นตำหรับวัตถุมงคลงาแกะสลักที่เลื่องชื่อ รัชกาลที่ 5 เคยแวะสนทนาธรรมกับท่านที่วัดและนิมนต์ร่วมงานราชพิธีหลายครั้ง และแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นพิเศษและพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ)

-หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี

-หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่ อำเภอทับทัน จังหวัดอุทัยธานี วาจาศักดิ์สิทธิ์ เสกเหล้าจืด ปัจจุบันยังมีผู้บนบานสารกล่าวท่านด้วยสุราขาวกับมะขามเปี๊ยก ได้ดังใจ

-หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เกจิชื่อดังของนครสวรรค์ หลวงปู่พิมพาได้ศึกษาการลงตะกรุด มีดหมอ รวมทั้งเวทย์มนต์ต่างๆ ถึง ๕ พรรษา ศิษย์ร่วมรุ่นที่รู้จักกันดีคือ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท (ดังประวัติของหลวงพ่อกวยที่กล่าวถึงหลวงปู่พิมพาไว้)

-หลวงพ่อยี วัดดงตาก้อนทอง อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เกจิชื่อดังเมืองพิษณุโลก วิชาอาคมขลังและอิทธิฤทธิ์มากอีกองค์หนึ่ง เสกข้าวสารให้เป็นทอง พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมศาสนา(สมัยนั้น)กับ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย (สมัยนั้น) ได้เดินทางไปพิสูจน์ถึงวัด เมื่อ 29 มิถุนายน 2508 และยอมรับว่ามีจริง ท่านมรณภาพเมื่อ 10 มิถุนายน 2515 อายุ 106 ปี

-หลวงพ่อดี วัดหัวถนน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์

-หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

หลวงปู่พิมพายังได้เข้าศึกษาพระธรรม ณ วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยนั้นน่าจะเป็นหลวงปู่นาค เป็นเจ้าอาวาส รวมทั้งหลวงพ่อจ้อยก็เคยไปศึกษาที่นั้นเช่นกัน (จากประวัติหลวงพ่อจ้อยที่กล่าวถึง) จนจบปริเฉท ๙ และเข้าปฏิบัติวิปัสสนา กับท่านเจ้าคุณสังฆมนตรี (พระพิมลธรรม) วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครอีก ๒ พรรษา ท่านยังได้ออกธุดงค์ เพื่อจาริกปฏิบัติธรรม ไปถึงอีสาน เหนือ เลยไปถึงประเทศลาว และจีน


หลวงปู่พิมพาเป็นนักพัฒนาในหลายๆด้าน จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ด้านแหล่งน้ำเคยนำชาวบ้านขุดคลอง เพื่อนำน้ำมาทำนาร่วมกับท่านสวัสดิ์ คำประกอบ (สส.สมัยนั้น) สร้างโรงเรียน สถานีอนามัยและสิ่งสาธารณประโยชน์หลายอย่าง


ด้านศาสนาหลวงพ่อพิมพา เป็นพระปฏิบัติธรรมวินัยโดยเคร่งครัด และได้สร้างและทำนุบำรุงวัดไว้มากมายหลายวัดในจังหวัดนครสวรรค์ เช่น วัดสี่แพร่ง วัดสองพี่น้องคลองวารินทร์ วัดโพธิธรรม วัดคลองมงคล อำเภอบรรพตพิสัย วัดตลิ่งสูง อำเภอลาดยาว และอีกหลายวัด ต่างจังหวัด เช่นวัดทุ่งทอง วัดเขาหนองตะเคียน วัดที่อำเภอเขาคล้อ และวัดในภาคอีสานอีกหลายวัด รวมไปถึงต่างประเทศ ประเทศลาวที่ท่านเคยไปธุดงค์ ก็สร้างวัดไว้หนึ่งวัด ท่านเคยนำพระพุทธรูปหรือพระประธานไปถวายในประเทศลาวประมาณ 150 องค์ มีคนเล่าให้ฟังว่ามีพระยานาคมายินดีกับท่านด้วย จนสมเด็จพระสังฆราชประเทศลาวมาให้การต้อนรับการสร้าวัดและทำนุบำรุงพระศาสนานี้ท่านน่าจะเจริญลอยตามหลวงพ่อเดิม


หลวงปู่พิมพามรณภาพด้วยโรคมะเร็งถุงน้ำดี เนื่องจากโหมงานหนักในระยะหลังมีกิจนิมนต์มาก ท่านจากไปด้วยอาการสงบในคืนวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ สิริอายุ ๙๑ ปี ปัจจุบันร่างของท่านยังไม่เน่าเปื่อยอยู่ที่วัดหนองตางู



ตัวอย่างวัตถุมงคลของหลวงปู่พิมพา


Google

Total Pageviews

Flagcounter

free counters